วิธีทดสอบแบบ Seismic สำหรับตรวจเสาเข็มใต้ดินที่ใช้กับอาคารเก่า และกรณีไม่รู้ความยาวเสาเข็มเดิม คือ ตรวจ เสาเข็ม ใต้ดิน ด้วยวิธีใด?
Parallel Seismic Test (PST)
(1) หลักการ :: ใช้คลื่นสั่นสะเทือนวิ่งผ่านดินเทียบกับเสาเข็ม วัดเวลาเดินทางของคลื่นเพื่อหาระดับปลายเข็ม
(1.1) คอนกรีตนำคลื่นได้เร็วกว่า “ดิน” อย่างชัดเจน
(1.2) เมื่อคลื่นผ่านพ้นปลายเข็ม ความเร็วจะเปลี่ยนทันที
(1.3) กราฟเวลาเดินทาง (time vs depth) จะแสดงจุดเปลี่ยนที่ปลายเข็ม
(2) อุปกรณ์หลัก ::
(2.1) Geophone (ตัวรับสัญญาณ)
(2.2) ค้อน/ตัวกำเนิดแรงสั่นที่หัวเข็ม
(2.3) ท่อ PVC ในหลุมเจาะ
(2.4) น้ำในท่อเพื่อส่งผ่านสัญญาณ
(2.5) เครื่องบันทึกและแปลผลสัญญาณ
(3) ขั้นตอนปฏิบัติ ::
(3.1) เจาะหลุมข้างเสาเข็มห่างประมาณ 0.5–1.0 เมตร
(3.2) ความลึกหลุมต้องลึกกว่าที่คาดว่าปลายเข็มอยู่
(3.3) ใส่ท่อ PVC และเติมน้ำเต็มท่อ
(3.4) หย่อน geophone ลงทีละระดับความลึก
(3.5) เคาะหัวเสาเข็มเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
(3.6) บันทึกค่าเวลาที่คลื่นเดินทางถึง geophone ในแต่ละระดับ
(4) สิ่งที่ตรวจพบได้ ::
(4.1) ความยาวเสาเข็มจริง
(4.2) ระดับปลายเข็ม (pile toe level)
(4.3) ความต่อเนื่องของเสาเข็มบางกรณี
(4.4) ใช้ได้แม้ไม่มีแบบก่อสร้างเดิม
(5) ข้อจำกัด ::
(5.1) ต้องเจาะหลุมข้างเสาเข็มลึกมากกว่าปลายเข็มที่คาดไว้ ทำให้มีงานเจาะดินและเตรียมท่อ
(5.2) ให้ข้อมูลเด่นเรื่องความยาวและระดับปลายเข็ม แต่ไม่แสดงโพรง รังผึ้ง คอนกรีตไม่เต็มได้ชัดเท่า CSL
(5.3) ความแม่นยำขึ้นกับสภาพดิน น้ำในหลุม และการแนบสนิทของท่อกับดิน หากสภาพหลุมไม่ดี สัญญาณคลื่นอาจเพี้ยน
(6) ข้อดี ::
(6.1) เหมาะมากกับอาคารเก่า คอนโดเก่า โรงงานเก่า
(6.2) ไม่ต้องเปิดหัวเข็มมาก
(6.3) แม่นยำเรื่อง “ความยาว” ที่สุดในกลุ่มวิธีไม่ทำลาย
(6.4) ใช้ตรวจสอบก่อนงานเสริมฐานรากได้ดี
(7) กรณีใช้งานจริง ::
(7.1) อาคารมีรอยร้าวหลังแผ่นดินไหว
(7.2) สงสัยว่าเสาเข็มสั้นกว่าที่ออกแบบ
(7.3) ไม่มีข้อมูลเสาเข็มเดิมของอาคาร
(7.4) ตรวจสอบก่อนทำ underpinning หรือเสริมฐานราก
สรุป :: PST คือวิธี Seismic ที่ใช้ความต่างความเร็วคลื่น “คอนกรีต vs ดิน” เพื่อบอกความยาวและระดับปลายเสาเข็มใต้ดินได้แม่นยำ โดยเหมาะมากกับอาคารเก่าที่ไม่มีข้อมูลเดิม.